วันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557



เทคนิคการคำนวณ IP Address ครับ

เทคนิคการคำนวณ
IP Address
IP Address หรือ Internet Protocol Address มีความสำคัญอย่างไร และเกี่ยวข้องอะไรกับ
เราบ้าง ปัจจุบันคงไม่ต้องกล่าวถึงแล้ว IP Address เป็นหมายเลขที่ใช้กำหนดให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือ
อุปกรณ์ Network ต่างๆ เช่น Router, Switch , Firewall , IP Camera , IP Phone , Access
point , เป็นต้น และอีกไม่นานอุปกรณ์ไฟฟ้าหรืออุปกรณ์สื่อสารทุกประเภทที่จะออกวางจำหน่ายจะมีIP
Address ติดมาด้วยจากโรงงานเลยทีเดียว IP Address ที่ใช้ในปัจจุบันนั้นจะเป็นชนิดที่เรียกว่า IPv4
(IP version 4) ซึ่งไม่เพียงพอต่อการใช้งาน จึงมีการพัฒนาเป็น IPv6 (IP version 6) เพื่อรองรับ
อุปกรณ์และเทคโนโลยีใหม่ๆที่ต้องใช้IP Address ในการติดต่อสื่อสาร และในเมืองไทยเองก็มีการใช้IPv6
ในหลายหน่วยงานแล้ว หน่วยงานที่จัดสรร IP Address ให้ในแถบ Asia Pacific คือAPNIC ผู้
ให้บริการ Internet หรือ ISP จะขอ IP จาก APNIC แล้วนำมาแจกจ่ายให้แก่ลูกค้าของ ISP นั้นๆอีกต่อไป
สำหรับผู้ที่จะสอบใบ Certificate ค่ายต่างๆ เช่น CCNA , CCNP , LPI , Security + , CWNA
เป็นต้น ล้วนแล้วแต่จะต้องมีความรู้เู้กี่ยวกับ IP Address ทั้งสิ้น โดยเฉพาะ IPv4 จะต้องคำนวณได้อย่าง
แม่นยำและรวดเร็ว
IPv4
IPv4 ประกอบด้วยเลขฐานสอง 32 bits (4 bytes ,( 8bits=1byte)) แบ่งเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มละ 8 bits แต่
ละกลุ่มนั้นจะคั่นด้วย . ( Dot )
กรณีตัวเลขน้อยสุดหรือเป็น เลข 0 ทั้งหมด > 00000000 . 00000000 . 00000000 . 00000000
กรณีตัวเลขมากสุดหรือเป็น เลข 1 ทั้งหมด > 11111111 . 11111111 . 11111111 . 11111111
เมื่อแปลงเป็นเลขฐาน 10 จะได้
กรณีตัวเลขน้อยสุดหรือเป็น เลข 0 ทั้งหมด > 0.0.0.0
กรณีตัวเลขมากสุดหรือเป็น เลข 1 ทั้งหมด > 255.255.255.255
ดังนั้น IPv4 จะมีตัวเลขที่เป็นไปได้ ตั้งแต่ 0.0.0.0 – 255.255.255.255

ก่อนการคำนวณเรื่อง IP เพื่อความรวดเร็ว ให้เขียนตามด้านล่างนี้



IPv4 จะมีตัวเลขที่เป็นไปได้ทั้งหมดคือตั้งแต่ 0.0.0.0 - 255.255.555.555
สามารถแบ่ง IPv4 ได้เป็น 5 แบบ หรือ 5 Class ตามด้านล่าง โดยวิธีการแบ่งจะอ้างอิงจาก byte ที่1 ดังนี้
class A > byte ที่1 ตัวเลขบิตแรก จะเป็น 0
class B > byte ที่1 ตัวเลขบิตแรกจะเป็น 1 บิตที่2 จะเป็น 0
class C > byte ที่1 ตัวเลข 2 บิตแรก จะเป็น 1 บิตที่3 จะเป็น 0
class D > byte ที่1ตัวเลข 3 บิตแรก จะเป็น 1 บิตที่4 จะเป็น 0
class E > byte ที่1 ตัวเลข 4 บิตแรกจะเป็น 1
ดังนั้นจะได้ผลตามรูปด้านล่าง



จะได้IP ในแต่ละ Class ดังนี้
Class A จะเริ่มต้นตั้งแต่ 0.0.0.0 ถึง 127.255.255.255
Class B จะเริ่มต้นตั้งแต่ 128.0.0.0 ถึง 191.255.255.255
Class C จะเริ่มต้นตั้งแต่ 192.0.0.0 ถึง 223.255.255.255
Class D จะเริ่มต้นตั้งแต่ 224.0.0.0 ถึง 239.255.255.255
Class E จะเริ่มต้นตั้งแต่ 240.0.0.0 ถึง 255.255.255.255
IP ที่สามารถนำไป Set ให้อุปกรณ์หรือ Host ได้จะมีอยู่3 Class คือ Class A, B และ C ส่วน IP Class
D จะสงวนไว้ใช้สำหรับงาน multicast applications และ IP Class E จะสงวนไว้สำหรับงานวิจัย หรือ
ไว้ใช้ในอนาคต
IPv4 ยังแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ Public IP ( IP จริง ) และ Private IP ( IP ปลอม )
Public IP ( IP จริง ) คือ IP ที่สามารถ set ให้อุปกรณ์network เช่น Server หรือ Router แล้ว
สามารถติดต่อสื่อสารกับ Public IP ( IP จริง ) ด้วยกัน หรือออกสู่Network Internet ได้ทันที
Private IP ( IP ปลอม ) สามารถนำมา ใช้set ให้กับ PC หรืออุปกรณ์ในออฟฟิตได้แต่ไม่สามารถออกสู่
Public IP หรือออก Internet ได้ ต้องมีอุปกรณ์ Gateway เช่น Router ,Server หรือModem
DSL เปิด Service NAT ( Network Address Translation ) ไว้ จึงจะสามารถออกสู่Internet ได้
Private IP จะมีเฉพาะ Class A,B และ C ดังนี้
Class A : 10.x.x.x ( 10.0.0.0 - 10.255.255.255 )
Class B : 172.16.x.x - 172.31.x.x ( 172.16.0.0 - 172.31.255.255 )
Class C : 192.168.x.x ( 192.168.0.0 - 192.168.255.255 )
การคำนวณ IPv4
เมื่อเราได้IP Address มา 1 ชุด สิ่งที่จะต้องบอกได้จาก IP Address ที่ได้มาคือ
Subnet Mask คือ IP Address อะไร
Network IP คือ IP Address อะไร
Broadcast IP คือ IP Address อะไร
Range host IP ที่สามารถนำมาใช้งานได้ มีIP อะไรบ้าง
จำนวน Subnets , จำนวน hosts / Subnet
Subnet Mask ทำหน้าที่แบ่ง network ออกเป็นส่วนย่อยๆ ลักษณะคล้ายกับ IP Address คือ
ประกอบด้วยตัวเลข 4 ตัวคั่นด้วยจุด เช่น 255.255.255.0 วิธีการที่จะบอกว่า computer แต่ละเครื่องจะอยู่
ใน network วงเดียวกัน (หรืออยู่ใน subnet เดียวกัน) หรือไม่นั้นบอกได้ด้วยค่า Subnet Mask

วิธีการหา Subnet Mask

subnet mark คืออะไร เป็นพารามิเตอร์ (Parameter) อีกตัวหนึ่งที่ต้องระบุควบคู่กับหมายเลข IP Address เพื่อทำหน้าที่ช่วยแยกแยะว่าส่วนใดภายในหมายเลข IP Address เป็น Network Address และส่วนใดเป็นหมายเลข Host Address ดังนั้น เมื่อเราระบุ IP Address ให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์์ เราจำเป็นต้องระบุ Subnet mask ลงไปด้วยทุกครั้ง โดย Subnet Mask จะประกอบด้วยตัวเลข 4 ตัว ที่คั่นด้วยจุด เช่น 255.255.255.0

วิธีการที่จะบอกว่าคอมพิวเตอร์ แต่ละเครื่องอยู่ในเครือข่ายวงเดียวกัน (หรือพูดอีกอย่างหนึ่ง ก็คืออยู่ใน subnet เดียวกัน) หรือเปล่า สามารถทำได้โดยเอา Network Mask มา AND กับ IP Address ถ้าได้ค่าตรงกัน แสดงว่าอยู่ใน subnet เดียวกัน ถ้าได้ค่าไม่ตรงกัน ก็แสดงว่าอยู่คนละ subnet
/30 หมายถึง mask 30 bits แรก
/27 หมายถึง mask 27 bits แรก
/20 หมายถึง mask 20 bits แรก
ให้ทำการแปลง mask bit ที่กำหนดให้ เป็นค่า Subnet Mask
วิธีการคือ bits ที่อยู่หน้าตัวmask ให้แทนด้วยเลข 1 bits ที่อยู่หลังให้แทนด้วยเลข 0

Ex /30
/30 > 11111111 . 11111111 . 11111111 . 111111/00



จะได้ค่า Subnet Mask
/30 > 255.255.255.252
11111111 . 11111111 . 11111111 . 111111/00
ให้ใช้ตารางช่วยจะทำให้เร็วขึ้น โดย ถ้าเป็น 1 จำนวน 8 ตัวจะได้255
ถ้าเป็น 1 จำนวน 6 ตัวจะคือ 252 หรือจะใช้วิธีนับจาก 24 bits แรกซึ่งเป็น 1 ทั้งหมดอยู่แล้ว นับต่อมาจะได้
bits ที่30 เป็น 252 พอดี
Ex /27
/27 > 11111111 . 11111111 . 11111111 . 111/00000
จะได้ค่า Subnet Mask
/27 > 255.255.255.224
Ex /20
/20 > 11111111 . 11111111 . 1111/0000 . 00000000
จะได้ค่า Subnet Mask
/20 > 255.255.240.0
ตัวอย่าง Subnet Mask ต่างๆ มีดังนี้
Mask ที่เป็นค่า default ของ IP Class ต่างๆมีดังนี้
Class A = Mask 8 bits = 255 . 0 . 0 . 0
Class B = Mask 16 bits = 255 . 255 . 0 . 0
Class C = Mask 24 bits = 255 . 255 . 255 . 0
Subnet mask ทั่วไป
Mask 10 = 255 . 192 . 0 . 0 Mask 21 = 255 . 255 . 248 . 0
Mask 11 = 255 . 224 . 0 . 0 Mask 22 = 255 . 255 . 252 . 0
Mask 12 = 255 . 240 . 0 . 0 Mask 23 = 255 . 255 . 254 . 0
Mask 13 = 255 . 248 . 0 . 0 Mask 25 = 255 . 255 . 255 . 128
Mask 14 = 255 . 252 . 0 . 0 Mask 26 = 255 . 255 . 255 . 192
Mask 15 = 255 . 254 . 0 . 0 Mask 27 = 255 . 255 . 255 . 224
Mask 17 = 255 . 255 . 128 . 0 Mask 28 = 255 . 255 . 255 . 240
Mask 18 = 255 . 255 . 192 . 0 Mask 29 = 255 . 255 . 255 . 248
Mask 19 = 255 . 255 . 224 . 0 Mask 30 = 255 . 255 . 255 . 252
Mask 20 = 255 . 255 . 240 . 0 Mask 31 = 255 . 255 . 255 . 254

หมายเหตุ เพื่อให้การแปลงตัวเลขจากเลขฐานสอง เป็นฐานสิบเร็วขึ้นให้ดูจากด้านล่าง เช่นถ้าเป็น เลข 1
ทั้งหมดจะได้เลข ฐานสิบคือ 255 ถ้าเป็นเลข 1 จำนวน 4 ตัวจะคือ 240 ถ้าเป็นเลข 0 ทั้งหมด จะได้เลข 0



หลังจากได้Subnet Mask แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการหา Network IP และ Broadcast IP
Network IP คือ IP ตัวแรกของ Subnet ปกติจะเอาไว้ประกาศเรื่องของ Routing จะไม่สามารถนำมา
Set ให้แก่อุปกรณ์หรือเครื่อง PC ได้
Broadcast IP คือ IP ตัวสุดท้ายของ Subnet ปกติจะทำหน้าที่Broadcast ให้อุปกรณ์ที่อยู่ในวงเดียวกัน
จะไม่สามารถนำมา Set ให้แก่อุปกรณ์หรือเครื่อง PC ได้เช่นกัน
Ex.1 192.168.22.50/30
จากโจทย์ /30 เมื่อแปลงเป็น Subnet Mask จะได้255.255.255.252
ให้ดูจากที่เขียนไว้ด้านบนนะครับ ถ้าเป็น 1 หมดทั้ง 8 ตัวจะได้255 ( แปลงจากฐานสองเป็นฐานสิบ )
เป็น 1 ทั้งหมด 6 ตัวจะได้252 ดังนั้นจึงได้subnet mask เป็น 255.255.255.252
ต่อไป หาว่า จำนวน IP ต่อ Subnet มีจำนวนเท่าไหร่ จากค่า Subnet Mask ที่ให้มา
ดูที่2 bit ที่เหลือ ที่เป็นอะไรก็ได้นั้น ตัวเลขที่เป็นไปได้หมดคือ 00 , 01 , 10 , 11 มี4 ตัว
และเมื่อนำ00 , 01 , 10 , 11 แปลงเป็นฐานสิบจะได้
00 แปลงเป็นฐานสิบจะได้ 0
01 แปลงเป็นฐานสิบจะได้ 1
10 แปลงเป็นฐานสิบจะได้ 2
11 แปลงเป็นฐานสิบจะได้ 3
สรุปคือ จำนวน IP ต่อ Subnet เมื่อ Subnet Mask คือ 255.255.255.252 คือ 4 ตัว นั่นเอง
หรือใช้วิธีลัดดูจากที่เขียนไว้ ตัวเลขที่อยู่บน 252 คือ 4 ตามด้านล่างครับ



ดังนั้นถ้า /30 จำนวน IP ในแต่ละ subnet ที่จะเป็นไปได้ดูเฉพาะกลุ่มสุดท้าย
คือ 0-3 , 4-7 , 8-11 , _ _ _ , 252-255 หรือเขียนในรูป IPv4 จะได้
192.168.22.0 - 192.168.22.3
192.168.22.4 - 192.168.22.7
192.168.22.8 - 192.168.22.11
-----------
192.168.22.48 - 192.168.22.51
---------
192.168.22.252 - 192.168.22.255
หมายเหตุ 3 กลุ่มแรกเหมือนเดิมเนื่องจากผลของการ and ระหว่าง bit เนื่องจาก 3 กลุ่มแรกเป็น bit 1
ทั้งหมดทำการ add กับเลขใดก็จะได้ตัวเดิม 3 กลุ่มแรกจึงได้เลขฐาน 10 ตัวเดิม
โดย IP Address ตัวแรกของแต่ละ subnet จะเรียกว่า Network IP และ IP Address ตัวสุดท้ายของแต่
ละ subnet จะเรียกว่า Broadcast IP ดังนั้น
จากโจทย์192.168.22.50/30
1. Network IP คือ IP Address อะไร
ตอบ 192.168.22.48
2. Broadcast IP คือ IP Address อะไร
ตอบ 192.168.22.51
3. Range hosts IP ที่สามารถนำมาใช้งานได้ หรือ จำนวน hosts Per Subnet
ตอบ 192.168.22.49 - 192.168.22.50 นำIP มา set เป็น host ได้2 IP
วิธีการหา Network IP นอกเหนือจากการเขียนตามด้านบนแล้วยังหาได้โดย
วิธีการปกติทำได้โดยการนำเอา Subnet Mask มา AND กับ IP Address ที่ให้มา ผลที่ได้จะเป็น
Network IP วิธีนี้หนังสือหลายเล่มมีอธิบายแล้ว
วิธีการหาร นำIP จากโจทย์ที่ให้มา ตั้งหารด้วยจำนวน IP ที่มีได้ใน Subnet เช่น
192.168.22.50/30 ให้นำเอาตัวเลข 50 หารด้วย 4 ดังด้านล่าง




เมื่อได้Netwok IP แล้ว ก็จะได้คำตอบเช่นเดียวกับด้านบน เนื่องจากเรารู้อยู่แล้วว่า /30 ใน 1 subnet จะมี
จำนวน IP ทั้งหมด 4 ตัวจากตาราง ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว
Ex.2 192 .168.5.33/27 which IP address should be assigned to the PC host ?
A.192.168.5.5
B.192.168.5.32
C. 192.168.5.40
D. 192.168.5.63
E. 192.168.5.75
จากโจทย์/27 จะหมายถึง
11111111 . 11111111 . 11111111 . 111/XXXX X = mask 27 bit แรก ต้องเป็นเลข 1 ส่วน 5
bit หลัง เป็นอะไรก็ได้
/27 เมื่อแปลงเป็นเลขฐานสิบจะได้255 . 255 . 255 . 224



หรือจะคิดแบบลัด ตามตาราง ดูบรรทัดที่4 จะหมายถึงผลบวกของ bit ใน 8 bit สุดท้ายครับ 111 ก็คือ
128+64+32 = 224
เมื่อ ได้Subnet Mask แล้ว เราก็จะรู้ว่ามีจำนวน IP ต่อ Subnet เท่ากับ 32 หรือจะดูจากที่เขียนไว้ด้านบน
ของ 224 ก็คือ 32 นั่นเอง
จากโจทย์192 .168.5.33/27 จะใช้วิธีไหนก็ได้หาตัว Network มาให้ได้ก่อน
192.168.5.33/27 หมายถึง 192.168.5.32 - 192.168.5.63
โดย IP ตัวแรกจะเป็น Network IP ( 192.168.5.32 ) และ IP ตัวสุดท้ายจะเป็น Broadcast IP (
192.168.5.63 ) ซึ่งไม่สามารถใช้set ให้แก่PC ได้ ดังนั้นจะเหลือ IP ที่สามารถ Set ให้แก่PC ได้คือ
192.168.5.33 - 192.168.5.62
คำตอบจึงเป็นข้อ C. 192.168.5.40
Ex.3 IP 10.10.10.0/13 เป็น IP ที่นำไป set ให้host ได้หรือไม่
IP ที่สามารถนำไป set ให้host ได้หรือนำไปใช้งานได้ จะต้องไม่ตรงกับ Network IP หรือ
Broadcast IP
วิธีการคิดก่อนอื่นเราต้องทำการแปลง /13 หรือmask 13 bit ให้เป็น subnet mask
11111111 . 11111/XXX . XXXXXXXX . XXXXXXXX = mask 13 bit
แรก ต้องเป็นเลข 1 ส่วน bit ที่เหลือเป็นอะไรก็ได้
/13 เมื่อแปลงเป็นเลขฐานสิบจะได้ 255 . 248 . 0 . 0
จากโจทย์ เขียนใหม่ได้ดังนี้IP 10.10.10.0 subnet mask 255.248.0.0
ขั้น ต่อไปเราจะมาหาช่วง IP จาก subnet mask ที่หามาได้255.248.0.0
หลักที่1 จะมีค่าคงที่คือเลข 10 หลักที่3 และหลักที่4 นั้น ตัวเลขที่เป็นไปได้คือ 0 - 255
ส่วนหลักที่2 นั้น เราต้องมาคำนวณ โดยเว้นไว้ก่อน เขียนช่วง IP จะได้ดังนี้คือ
10 . X . 0 . 0 - 10 . X . 255 . 255



ถ้า เราพิจารณาเฉพาะ 248 (ดูเฉพาะตัวเลขกลุ่มที่2 ) ถ้าดูจากรูปด้านบน บรรทัดที่3 ซึ่งจะหมายถึง IP ที่มี
ได้ทั้งหมด ก็คือ 8 ตัว คือ 0-7 , 8-15 , 16- 23 , _ _ _ , 248-255 หรือเขียนเต็มๆจะได้
10 . 0 . 0 . 0 - 10 . 7 . 255 . 255
10 . 8 . 0 . 0 - 10 . 15 . 255 . 255 ------------> จากโจทย์10.10.10.0 จะอยู่ในช่วงนี้
10 . 16 . 0 . 0 - 10 . 23 . 255 . 255
------------
10 . 248 . 0 . 0 - 10 . 255 . 255 . 255
จากโจทย  10.10.10.0/13 ก็จะคือ IP ในช่วง 10 .8 . 0 . 0 - 10 . 15 . 255 . 255
1. Network IP คือ IP Address อะไร
ตอบ 10 . 8 . 0 . 0
2. Broadcast IP คือ IP Address อะไร
ตอบ 10 . 15 . 255 . 255
3. Range host IP ที่สามารถนำมาใช้งานได้
ตอบ 10 . 8 . 0 . 1 - 10 . 15 . 255 . 254 ดังนั้น IP 10.10.10.0/13 จึงนำมาใช้งานได้ถือว่า
เป็นHost ตัวนึง

ถึงผู้อ่านทุกท่าน นี้เป็นเพียงเอกสารประกอบการศึกษาที่ผมได้ข้อมูลมาจาก www.thaiseoboard.com ซึ่งผมไม่ได้ทำเพื่อการค้า หรือ อ้างเป็นของตัวเอง เเละผมขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วย
ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมครับ


วิธีการลง windows 8

กลับมาพบกันอีกแล้วนะครับ วันนี้เราจะเสนอบทความ สอนการติดตั้ง windows 8
ซึ่งวิธีการลงนั้นง่ายมากเลยนะครับ ง่ายกว่าปลอกกล้วยเข้าปากอีกครับ ผมจะสอนให้คุณสามารถลงwindows 8 โดยไม่ต้องไปพึ่งช่างคอมพิวเตอร์อีกเลย

สิ่งที่ต้องเตรียม

1. แผ่น windows 8 ตาม Edition ของท่าน
2. คอมพิวเตอร์ PC / Notebook
3. USB ถ้าหากต้องการ Load driver บางตัวสำหรับ Harddisk การติดตั้ง Windows 8

1.เมื่อใส่แผ่นติดตั้งและเปิดเครื่อง จะมีคำสั่งให้บู๊ทจากแผ่น ให้กดปุ่มใดๆก็ได้เพื่อบู๊ทแผ่นติดตั้ง



เริ่มบู๊ทแผ่นติดตั้ง

*หากไม่บู๊ทแผ่นให้ต้องเข้าไปเซ็ต Bios หากเข้าไม่เป็นให้กดปุ่มบู๊ทเมนู
โดยเลือกกดปุ่ม ตามยี่ห้อ PC และ NB (notebook) และคอลัมภ์ Boot

PC Bios Boot

====================

ASUS Del F8

ECS Del F11

Biostar Del F12

ASROCK Del,F2 F11

HP* F1 ESC (* board ASUS)

Gigabyte F2 F12

NB Bios Boot

====================

Acer F2 F12

HP F10 F9

Compaq F10 F9

Lenovo F2 F12

ASUS F2 Esc

Samsung F2 Esc (ต้องกดเร็วๆ)

DELL F2 F12

2.เมื่อเครื่องบูตขึ้นมาจนเห็นคำว่า Press any key to boot from CD or DVD... ให้กด ENTER เลยครับ



ปล่อยให้เครื่องทำงานไปจนได้จนปรากฎดังภาพ ให้คลิกเลือกรายการตามนี้
Language to install : English
Time and currency format : Thai(Thailand)
Keyboard or input method : ตัววินโดวส์จะเลือกให้เป็น Thai เพราะเห็นว่า Time and currency formatตั้งเป็น Thai ให้เราเลือกกลับมาเป็น US ก่อน เหตุผลเพราะเมื่อติดตั้งเสร็จหน้าล็อกออนเข้าระบบจะเป็นภาษาไทย เราอาจงงได้ในการกรอกชื่อผู้ใช้และพาสเวิร์ด



3.ในหน้าต่าง Windows Setup ให้คลิก Install now เพื่อเริ่มการติดตั้ง Windows 8



4.ในหน้าต่าง License terms คลิกถูก I accept the term license จากนั้นคลิก Next



5.ในหน้าต่าง Which type of installation do you want? ให้เลือกเป็น Custom: Install Windows only (advanced)



6.ในหน้าต่าง Where do you want to install Windows? ให้เลือกฮาร์ดดิสก์หรือพาร์ติชันที่ต้องการติดตั้ง (ในที่นี้เลือก Drive 0) เสร็จแล้วคลิก Next

ข้อควรจำในขั้นตอนนี้
ขั้นตอนนี้เราเลือก Drive ที่จะลง Windows8 ส่วนมาก จะลงใน Disk/Drive 0 นะครับ ก็คือ Drive C: ของWindows เรานั้นเอง ระวังให้ดีอย่าลงผิดไดร์ฟนะ ในกรณีที่มีพาร์ติชันมากกว่า 1 พาร์ติชัน


ในการ Format Windows ข้อมูลจะหายเฉพาะที่ Drive C นะครับ

สำหรับเครื่องที่มี Windows XP , Windows 7 แล้วจะลงใหม่เป็น Windows 8

1.ให้ทำการ Format Drive ที่เป็นวินโดวส์ตัวเก่าก่อน โดยทำการกด Drive options (advanced) จากนั้นเลือก ไดร์ฟของวินโดวส์เก่าแล้วคลิก Format... ย้ำอีกทีดูดีๆนะครับ ถ้าผิดไดร์ฟข้อมูลในไดร์ฟหายหมดนะ
2. จากนั้นก็เลือก Drive/disk ที่เรา Format ไปจากข้อที่ผ่านมา จากนั้นกด Next

สำหรับเครื่องที่เพิ่งซื้อมาใหม่หรือฮาร์ดดิสก์ลูกใหม่

1 ให้เราทำการกด Drive options จากนั้นเลือกฮาร์ดดิสก์แล้วคลิก New เพื่อทำการแบ่งพาร์ติชันวินโดวส์ให้แบ่งมาสัก80 -100 GB ก็พอ ( 1GB = 1024 MB)

2 จากนั้น ก็แบ่งส่วนที่เหลือไว้ให้กับ Drive D , E ตามความเหมาะสม

3 ต่อมาให้เลือกไดร์ฟที่จะให้ลงวินโดวส์ โดยทำการคลิกบน Drive/Disk แล้วคลิก Next



7.ระบบจะเริ่มทำการติดตั้ง Windows 8 โดยจะดำเนินการขั้นตอนต่างๆ ของวินโดวส์ตามนี้ Copying Windows files, Getting files ready for installation, Installing features, Installing updates และ Finishing upให้รอจนการติดตั้งแล้วเสร็จ ก็ประมาณ 15 - 20 นาที ขึ้นอยู่กับเครื่องว่าแรงขนาดไหน



8.เมื่อ Windows 8 ติดตั้งเรียบร้อย เครื่องจะรีสตาร์ท 1 ครั้ง



9.หลังจากทำการติดตั้งแล้วเสร็จ Windows จะทำการรีสตาร์ทเครื่อง 1-2 รอบ จากนั้นจะปรากฏหน้าต่างPersonalize ให้ทำการเลือกสีของ Background และกำหนดชื่อเครื่องคอมพิวเตอร์โดยใส่ชื่อที่ต้องการในช่อง PC name เสร็จแล้วคลิก Next



10.ขั้นตอนการ Settings ให้เราเลือก Use Express Settings เพื่อทำการตั้งค่าระบบแบบด่วน



11.ในหน้าต่าง Sign in to your PC ให้คลิก Sign in without a Microsoft account แล้วคลิก Next

** ในขั้นตอนนี้จะมีวิธีการ Sign in to your PC อยู่ 2 วิธี ได้แก่ Email Address และ Sign in without a Microsoft account สำหรับในที่นี้ผมขอให้เลือก Sign in without a Microsoft account เพราะสะดวกกว่า ส่วนEmail Address เราต้องต่ออินเตอร์เน็ตและต้องมีอีเมลของ outlook.com หรือ Hotmail.com อยู่ก่อนแล้ว ซึ่งเราสามารถสร้างได้ภายหลังที่เข้าใช้วินโดวส์แล้วก็ได้ **



12.หน้าต่างต่อมาให้คลิก Local account



13.ต่อมาให้กำหนดชื่อผู้ใช้ในช่อง User name แล้วกำหนดรหัสผ่านที่ต้องการ 2 ครั้ง ในช่อง Password และReenter password จากนั้นข้อความช่วยจำรหัสผ่านในช่อง Password hint แล้วคลิก Finish



14.ระบบจะทำการจัดเตรียมระบบตามการตั้งค่า



15.ระบบแนะนำการใช้งานเบื้องต้นจากหน้านี้ก็จะเข้าหน้า Lock on Screen



16.เมื่อมาถึงหน้า Lock on Screen คุณก็พร้อมใช้งาน Windows 8 ได้แล้ว



จบแล้วครับสำหรับการติดตั้ง Windows 8 แบบ Clean Install ผมคิดว่าคงไม่ยากเกินไปสำหรับผู้ที่ต้องการจะเรียนรู้ในติดตั้งระบบวินโดวส์ด้วยตนเอง ไม่ต้องไปง้อใครหรือเสียตังส์ให้กับช่างคอมพิวเตอร์

สำหรับท่านที่ไม่เข้าใจผมมีวีดีโอมาฝาก

ถึงผู้อ่านทุกท่าน นี้เป็นเพียงเอกสารประกอบการศึกษาที่ผมได้ข้อมูลมาจาก www.hitech.sanook.com ซึ่งผมไม่ได้ทำเพื่อการค้า หรือ อ้างเป็นของตัวเอง เเละผมขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วย
ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมครับ


วิธีการลง windows 7

กลับมาพบกันอีกแล้วนะครับ วันนี้เราจะเสนอบทความ สอนการติดตั้ง windows7
ซึ่งวิธีการลงนั้นง่ายมากเลยนะครับ ง่ายกว่าปลอกกล้วยเข้าปากอีกครับ ผมจะสอนให้คุณสามารถลงwindows7 โดยไม่ต้องไปพึ่งช่างคอมพิวเตอร์อีกเลย

Windows 7: System Requirements
If you want to run Windows 7 on your PC, here's what it takes:

1 gigahertz (GHz) or faster 32-bit (x86) or 64-bit (x64) processor

1 gigabyte (GB) RAM (32-bit) or 2 GB RAM (64-bit)

16 GB available hard disk space (32-bit) or 20 GB (64-bit)

DirectX 9 graphics device with WDDM 1.0 or higher driver

สิ่งที่ต้องเตรียม

1. แผ่น windows 7 ตาม Edition ของท่าน

2. คอมพิวเตอร์ PC / Notebook

3. USB ถ้าหากต้องการ Load driver บางตัวสำหรับ Harddiskการติดตั้ง Windows 7

1.เมื่อใส่แผ่นติดตั้งและเปิดเครื่อง จะมีคำสั่งให้บู๊ทจากแผ่น ให้กดปุ่มใดๆก็ได้เพื่อบู๊ทแผ่นติดตั้ง



เริ่มบู๊ทแผ่นติดตั้ง

*หากไม่บู๊ทแผ่นให้ต้องเข้าไปเซ็ต Bios หากเข้าไม่เป็นให้กดปุ่มบู๊ทเมนู

โดยเลือกกดปุ่ม ตามยี่ห้อ PC และ NB (notebook) และคอลัมภ์ Boot

PC Bios Boot
====================
ASUS Del F8
ECS Del F11
Biostar Del F12
ASROCK Del,F2 F11
HP* F1 ESC (* board ASUS)
Gigabyte F2 F12

NB Bios Boot
====================
Acer F2 F12
HP F10 F9
Compaq F10 F9
Lenovo F2 F12
ASUS F2 Esc
Samsung F2 Esc (ต้องกดเร็วๆ)
DELL F2 F12

2. ให้เราทำการเลือกดังภาพ

Language to install : English

Time : Thai(Thailand)

Keyboard : US ให้เลือกเป็น US ก่อน



3. จากนั้นให้ทำการกด Install now



4. ให้เราเลือก OS ที่เราต้องการลง โดยจะ มีทั้ง x86(32bit) , x64(64bit) แนะนำว่าผู้ใช้ทั่วไปควรลง x86 และกด Next



5. ยอมรับเงื่อนไข Lincene ของ windows 7

- ให้เราทำการ ติ๊ก(√) I accept the license > Next



6. เมื่อผู้อ่านลง Windows 7 ใหม่หรือลงครั้งแรกจากการซื้อคอมพิวเตอร์ ก็ให้เลือก Custom(advanced)



7. ขั้นตอนนี้เราเราเลือก Drive ที่จะลง OS Windows7 ส่วนมาก จะลงใน Disk 0 นะครับ ก็คือ Drive C: ของ windows เรานั้นเอง อย่าลง ผิด Drive นะครับดูดีๆ

Update 17/03/2012 ส่วนมากเวลาเราลง Windows 7 เราต้องรู้ว่า Partition ไหนเป็นของ Drive C สำหรับคนที่เคยลง Windows แล้วจะรู้ดีึครับ

ส่วนมากจะเป็น Disk0 Partition 1 หรือ 2 ก็ว่ากันไป ดูดีๆครับ

อย่างในรูปตัวอย่าง Disk 0 Patition 1 : system Reserved << อันนี้เป็น Partition ของระบบ บางคอมพิวเตอร์อาจจะมีหรือไม่มีก็ได้นะครับ
ซึ่งผมก็รู้เลยว่า Disk 0 Patition 2 เป็น Drive C แน่ๆ ผมก็ลง Windows 7 อันนี้แหละครับ


สำหรับคนที่เพิ่งซื้อคอมพิวเตอร์มาก็ให้สร้าง Partition ใหม่ก่อนนะครับ ถึงจะสามารถลงได้

โดยปกติผมจะให้ Drive C ประมาณ 100 GB ครับ





สำคัญ แต่สำหรับคนที่เคยลง windows 7 แล้ว หรือลง windows ตัวอื่นแล้วจะมาลง Windows 7 ใหม่ให้ทำขั้นตอนนี้ด้วยนะครับ

ให้ไปที่ Drive options (advanced)




จากนั้นให้เราเลือก Drive ที่เราเคยลง OS มาก่อน จากนั้นก็เลือก format ก่อนครับ จากนั้นก็เลือก Drive ที่เราจะลง OS จากนั้นก็กด Next



8. ขั้นตอนนี้ให้เรารอเวลาใน Install windows 7



9. หลังจากนั้นให้เราใส่ชื่อ ผู้ใช้ อาทิเช่น ITITHAI จากนั้นก็กด Next



10. Windows จะให้เราใส่ Password ในการ Login แต่ถ้าเราไม่ต้องการใส่ก็ให้ข้ามขั้นตอนนี้ไปเลยครับ



11. ขั้นตอนนี้ให้เราใส่ Product key ซึ่ง Product key จะอยู่ที่กล่อง ที่เราทำการซื้อ Windows 7 มาครับ



12. ขั้นตอนนี้ให้เราเลือก Use recommended Setting เพื่อเป็นการ Update Patch windows ต่างๆ



13. ให้เราเลือกเวลา Time Zone : UTC+07.00 Bangkok,Hanoi,Jakarta



14. ในหัวข้อนี้ถ้าเรายังไม่แน่ใจ ให้เราเลือก Public network (ตามที่Microsoft แนะนำ)



15. จากนั้นเราก็จะได้ Window7 ที่หน้าตาที่สวยงาม ดังภาพ ครับ โชคดีในการลงนะครับ



16. ก็เป็นเสร็จสิ้นในการลง Windows 7 แล้ว เป็นไงละครับ ง่ายไหมครับ กับการลง Windows 7

วีดีโอสำหรับท่านที่ไม่เข้าใจ

ถึงผู้อ่านทุกท่าน นี้เป็นเพียงเอกสารประกอบการศึกษาที่ผมได้ข้อมูลมาจาก www.comservice.pcru.ac.th เเละ www.itithai.com ซึ่งผมไม่ได้ทำเพื่อการค้า หรือ อ้างเป็นของตัวเอง เเละผมขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วย
ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมครับ



การใช้งาน VMware

       สวัสดีครับ สำหรับผู้อ่านทุกท่าน วันนี้ผมจะมานำเสนอหลักการใช้งานของโปรเเกรม  WMware โปรเเกรมนี้เหมาะสำหรับท่านที่ต้องการหรือสนใจทดลองติดตั้ง OS หลายๆ OS ไว้ในเครื่อง PC หรือ Notebook เครื่องเดียวครับ
        ซึ่งโปรเเกรมทีผมจะทำการติดตั้งนี้คือ VMware Workstation ACE Edition version 6.0.4 เเต่รุ่นปัจจุบันล่าสุดอยู่ที่รุ่น 10.0 นะครับ
     

ก่อนอื่นหาโปรแกรมมาติดตั้งที่เครื่องก่อน หลังจากติดตั้งเสร็จ เปิดโปรแกรมมาจะได้ตามรูปด้านล่าง



















จากรูปด้านบน ให้เลือก New Virtual Machine ตามรูปด้านล่าง หลังจากนั้นให้กด Next



















จะปรากฎ Virtual machine configuration ตามรูปด้านล่าง จะมีให้เลือก 2 ประเภทคือ Typical และ Custom เพื่อความเป็นมืออาชีพให้เลือก Custom ครับ เพราะเราจะสามารถกำหนดค่าต่างๆได้เอง แล้วกด Next



















ขั้นตอนต่อไป เป็นการเลือก Hardware Compatibility ก็เลือกเป็น Workstation 6 ครับ กด Next ต่อเลยครับ



















ขั้นต่อไปเป็นการตั้งชื่อ Virtual machine และ ตำแหน่งที่เก็บ เราสามารถกำหนดเองได้ เช่น ในตัวอย่างด้านล่างผมเลือกเก็บไว้ที่ drive D: ควรสร้าง Folder ไว้ต่างหากนะครับ



















ขั้นตอนต่อไปเป็นการกำหนด จำนวน Processor เลือกเป็น One ตามรูปด้านล่าง



















ขั้นต่อไปเป็นการกำหนด Memory ตรงส่วนนี้ ควรจะดู Memory ของเครื่องว่าปัจจุบันเหลือ Memory อยู่เท่าไหร่ เพราะเป็นการแบ่ง Memory มาให้เครื่อง VMware ดังตัวอย่างข้างล่าง แบ่งให้ VMware 256 MB



















ขั้นต่อไปเป็นการกำหนด Network Connection ซึ่งมีให้เลือกทั้งหมด 4 ประเภท ซึ่งแต่ละประเภทแตกต่างกันดังนี้ครับ
1. Use bridged networking หมายความว่า ตัว OS ใน VMware ที่เราติดตั้งจะอยู่ใน network เดียวกับตัวเครื่อง PC หรือมองว่าสาย Lan ต่ออยู่บน Hub หรือ switch ตัวเดียวกันกับ PC
2. Use network address translation (NAT) อันนี้จะหมายความว่า VMware ที่เราติดตั้งจะออกสู่ Internet โดยผ่านเครื่อง PC ครับ โดย PC จะทำการ NAT ให้ อันนี้ทดลองเอาไว้ test ได้ครับ ว่า NAT ทำงานถูกต้องหรือไม่
3. Use host-only networking อันนี้จะหมายความว่า VMware ที่เราติดตั้ง จะอยู่บน LAN เสมือน หรืออยู่บน Hub หรือ switch เสมือนที่เราสมมติขึ้นมาครับ โดยจะสามารถติดต่อได้เฉพาะที่อยู่บน LAN เสมือนเดียวกันเท่านั้น เอาไว้ทดลองเกี่ยวกับ network ได้ครับ โดยที่ไม่ต้องเสียเงินซื้อ Hub หรือ switch จริง
แนะนำให้เลือกข้อ 1 เพราะ ตัว VMware เราจะได้ออก Internet ได้โดยตรง แต่ต้องมีการ set ค่าต่างๆให้ถูกต้องนะครับเช่น IP Address , DNS , Gateway เป็นต้น หลังจากเลือกแล้วกด Next



















ขั้นต่อไปเป็นการเลือก I/O Adapter Types กด Next เลยครับ



















ขั้นต่อไปเป็นการเลือก Disk ให้เลือกข้อแรกครับ Create a new virtual disk เนื่องจากว่ายังไม่เคยติดตั้ง VMware เลย
แต่ถ้าเคยติดตั้งแล้ว หรือไป load VMware ที่เคยติดตั้งเสร็จแล้วมา ก็สามารถเลือก Use an existing virtual disk ได้ครับ ส่วนอันสุดท้ายเป็นการเลือก Disk จริงเลยครับ แต่แนะนำให้เลือกข้อแรกดีกว่าครับ สะดวกดี เผื่อผิดพลาดก็ลบทิ้งได้เลยครับ



















ต่อไปเป็นการเลือกประเภทของ Disk ให้เลือกเป็น IDE อันนี้ขึ้นอยู่กับประเภทของ Disk นะครับ



















ต่อไปเป็นการกำหนดขนาดของ Disk ก่อนกำหนดควรตรวจสอบพื้นที่ของ Disk ปัจจุบันด้วยนะครับว่าเหลืออยู่เท่าไหร่ ตามตัวอย่างด้านล่างผมเลือก 2.5 GB



















ต่อไปเป็นการกำหนดชื่อ File ครับ จะเปลี่ยนแปลงหรือไม่ก็ได้ครับ ซึ่ง File นี้จะเป็น File ของ VMware ถ้าลบทิ้ง VMware ที่สร้างมาก็จะหายไปเลยครับ



















เสร็จขั้นตอนนี้เป็นการเสร็จสิ้นการจัดการด้าน hardware สำหรับเครื่อง VMware ครับ



















ต่อไปให้คลิกที่ Edit virtual Machine ตรงส่วนนี้เราสามารถปรับแต่ง Hardware ได้ครับ



















ขั้นตอนนี้สำหรับคนที่มี file ISO อยู่ในเครื่อง ให้คลิกที่ CD-ROM แล้วเลือก Use ISO image : แล้ว Browse ไปยังที่ที่มี file ISO อยู่ครับ สำหรับคนที่ใช้แผ่น setup OS จริง ก็เลือก Use physical drive : ครับ



















ต่อไปก็เป็นขั้นตอนการติดตั้ง OS เหมือนเครื่องจริงทุกอย่างครับ ต้องมีการเปิด power โดยกดที่ปุ่มสีเขียว Powered ON ตรงไหนก็ได้ครับ




















ตามตัวอย่างด้านล่างเป็นการติดตั้ง OS Linux CentOS version 5.2 ครับ



















เมื่อติดตั้งเสร็จแล้ว จะเป็นตามรูปด้านล่างครับ เท่านี้เราก็มี OS Linux ที่อยู่บน windows แล้วครับ



















ขอเตือนหน่อยนึงนะครับ ขั้นตอนการปิดเปิด ตัว VMware ที่ติดตั้งเสร็จแล้ว เช่น Linux ให้มองว่าเหมือนเป็นเครื่อง PC จริงๆอีกเครื่องนึงนะครับ ห้ามปิดโปรแกรมเลย ให้ทำการ Shut down เหมือนเครื่อง PC จริงๆนะครับ ไม่งั้นอาจ boot ไม่ขึ้นได้เหมือนกัน เหมือนเราทำการปิดเครื่องโดยที่ไม่ได้ทำการ Shutdown ให้ถูกต้องครับ อาจต้องมีการติดตั้งใหม่นะครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์บ้างนะครับ

สำหรับท่านที่ยังไม่เข้าใจผมก้มีวีดีโอมาฝากครับ


ถึงผู้อ่านทุกท่าน นี้เป็นเพียงเอกสารประกอบการศึกษาที่ผมได้ข้อมูลมาจาก www.jodoi.com  ซึ่งผมไม่ได้ทำเพื่อการค้า หรือ อ้างเป็นของตัวเอง เเละผมขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วย 
ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมครับ